สุสานโสเภณี สถานที่ลองของสุดเฮี้ยน

    

   สุสานโสเภณี ตั้งอยู่ที่ จ.กาญจนบุรี เป็นสถานที่ในอดีตที่มีแต่ความโหดร้าย ทารุณ แต่ที่กักขังผู้หญิงบริสุทธิ์ ให้เป็นทาสของกามรมณ์ ในอดีตสถานที่แห่งนี้มีการค้าบริการของหญิงสาว บ้างก็มาด้วยความเต็มใจ บ้างก็ถูกบังคับ ใครที่ไม่ยอมจะถูกทำร้ายจนถึงแก่ชีวิต ผู้หญิงค้าบริการที่นี่ไม่เคยได้พักผ่อน บ้างก็ติดโรคร้าย บ้างก็ท้องและถูกทำแท้ง จนปัจจุบันเมื่อที่แห่งนี้รกร้างทำให้มีพวกคิดลองของ เข้ามาพิสูจน์ความเฮี้ยน บางคนก็พบเห็น บางคนไม่พบอะไร

ความน่ากลัวของ สุสานโสเภณี นี้ เป็นที่กล่าวขาน ของชาวบ้านที่ผ่านไปมายามค่ำคืน เช่น ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้ ได้ยินเสียงเด็กสะอื้น โดยมีชาวบ้านบางคนใจกล้า เมื่อได้ยินเสียงนั้นจึงวิ่งเข้าไปดู พบว่าไม่มีใคร อยู่ในนั้นเลย พร้อมกับเสียงนั้นกลับเงียบลงไปทันที จึงเป็นที่เชื่อกันว่าสุสานโสเภณีแห่งนี้ คงเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานเป็นอย่างมาก

เคยมีกลุ่มวัยรุ่นเข้าไปลองดีใน สุสานโสเภณี และลองของด้วยการ ปาระเบิดเข้าไป ต่อมาหนึ่งในกลุ่มเพื่อนเสียชีวิตลงด้วยอุบัติเหตุ พวกเขาเล่าว่ามีคนเห็นผู้หญิงนั่งซ้อนรถพวกเขาไปด้วย เคยมีรายการผีเข้าไปสำรวจที่แห่งนี้ ก็ได้ยินเสียงคนใช้ไม้ทุบผนัง หรือ เสียงผู้หญิงร้องไห้ ดังออกมาจากห้องใดห้องหนึ่ง พอเข้าไปสำรวจโดยรอบก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆเลย มีเพียงความว่างเปล่าของห้องหลายห้อง ที่ในอดีตเคยกักขังหญิงสาวผู้โชคร้ายเหล่านั้น

 

UFO มีจริงหรือแค่เรื่องหลอกเด็ก

 

    

   ในจักรวาลของเรานั้นกว้างใหญ่มากจนมนุษย์ยังไม่สามารถสำรวจได้หมด ในทุกปีมีการค้นพบดาวดวงใหม่ที่ลักษณะคล้ายกับโลก แต่ก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีสิ่งมีชีวิตหรือไม่ โลกเป็นดาวดวงเดียวที่มีสิ่งมีชีวิตหรือไม่ แม้แต่มนุษย์ยังไม่เคยไปไกลกว่าดวงจันทร์เลย เรื่องราวของวัตถุบินหรือ UFO นั้นมีผู้พบเห็นและอ้างว่าสามารถถ่ายรูปมาได้ แต่ก็ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าเป็นของจริงหรือไม่

UFO ย่อมาจาก Unidentified flying objectแปลว่า วัตถุที่กำหนดเอกลักษณ์ไม่ได้ มีลักษณะที่แตกต่างตามผู้ที่พบเห็น เช่น เป็นทรงกลมคล้ายรูปจาน, เป็นทรงกระบอกคล้ายบุหรี่, หรือเป็นดวงไฟกลมลอย โดยส่วนมากที่ลอยอยู่บนฟ้าที่สูงมาก ส่วนมากจะถูกเรียกว่า จานบิน หรือ จานผี

UFO ปรากฏครั้งแรกเมื่อใด ยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดแต่แพร่หลายมากใน ปี 1940 ถึง 1960 มีรายงานการพบเจอวัตถุประหลาดมากมายในแถบตะวันตกของอเมริกา และยุโรป มีรายงานการสังเกตทางอากาศที่อธิบายไม่ได้ตลอดประวัติศาสตร์ บ้างเป็นปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ตามธรรมชาติอย่างไม่ต้องสงสัย เช่น ดาวหาง อุกกาบาตสว่าง ดาวเคราะห์มากกว่าหนึ่งดวงที่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า

เรื่องราวที่โด่งดังมากคือ การค้นพบมนุษย์ต่างดาวจากการตกของวัตถุบิน ที่รัฐเนวาด้า สหรัฐอเมริกา โดยกองทัพสหรัฐได้ทำการเก็บซากไว้เพื่อศึกษาในฐานทัพลับชื่อ แอเรีย 51 ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่า แอเรีย 51 มีอยู่จริงหรือไม่ การปรากฏของวัตถุบิน หรือ จานบิน ยังคงมีการพูดถึงมากมายแต่เรื่องใดที่เป็นความจริง ปริศนาที่ยังไม่สามารถระบุได้ว่า มนุษย์ต่างดาวมีจริงหรือไม่ หรือ แอเรีย 51 จะมีอยู่จริงมั้ย

การตายของทีมนักปืนเขา ยัตลอฟ ปริศนาที่ยังไขคำตอบไม่ได้

 

   

   การปืนเขาเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้ความสามารถสูง ทั้งร่างกายและจิตใจโดยเฉพาะร่างกายต้องเตรียมพร้อมเพราะหากขึ้นไปแล้วนั้นเท่ากับชีวิตที่ต้องขึ้นไปทิ้งบนนั้น มีคนจำนวนไม่น้อยที่เสียชีวิตบนเทือกเขาในแต่ละปี นักปืนเขาบางคนพบเห็นศพที่ยังไม่เน่าเปื่อย หรือ โครงกระดูกที่ฝังอยู่ใต้กองหิมะ ส่วนมากแล้วการตายของนักปืนเขาเกิดจาก หิมะถล่ม ร่างกายเย็นจัดและหนาวตาย หลงทาง แต่กับคดีหนึ่งที่ยังเป็นปริศนาก็คือ การตายของนักปืนเขา 9 คนที่เทือกเขายัตลอฟ

กลุ่มนักปืนเขา 9 คน ได้เสียชีวิตอย่างเป็นปริศนาหลังเดินทางปืนเขาในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 1959 สภาพศพที่แปลกประหลาด เช่น สภาพศพไม่สวมรองเท้า และ สวมเสื้อผ้าบาง ห่างจากเต้นท์ไม่กี่เมตร เป็นที่น่าแปลกคือ อุณภูมิติดลบ 30 องศามันเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะออกมาโดยไม่สวมเสื้อกันหนาวและสภาพศพไม่มีร่องรอยการต่อสู้ใดๆ แต่มี 2 คนที่มีสภาพกะโหลกศรีษะแตก อีก 2 คนกระดูกซี่โครงหัก ผลชันสูตรทั้งหมดระบุว่า 5 คน เสียชีวิตจากอากาศหนาวเย็น 4 คนเสียชีวิตจากการกระแทกที่รุนแรง

รุ่งเช้าหลังจากพบศพมีพยานเล่าว่า พบเห็นแสงประหลาดสีเขียวใกล้กับจุดตั้งเต้นท์พวกเขา มีหลายทฤษฎีบอกว่า อาจจะเป็นการทดลองยิงจรวดและผิดพลาดไปตกใส่จุดที่พวกเขาอยู่ แต่ทฤษฎีถูกยกเลิกไป แสงสีเขียวที่ว่าอาจเป็นแสงเหนือ แสงใต้ ก็ได้ อีกทฤษฎีที่น่าสนใจคือ หิมะถล่ม เพราะในที่เกิดเหตุมีกองหิมะปกคลุม อาจเป็นไปได้ว่าพวกเขาเสียชีวิตจากหิมะถล่ม ซึ่งมีการถกเถียงต่อทฤษฎีต่างๆมากมาย จนทุกวันนี้ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัด ของการตายทั้ง 9 คนนี้เลย

ความลึกลับของอียิปต์โบราณ

   

   อียิปต์ไม่อารยธรรมมาแต่ก่อนยุคคริส์ตกาล และเก่าแก่มากจากการค้นพบรูปปั้น ภาพเขียนบนผนังที่ยังคงความสมบูรณ์จนถึงปัจจุบัน ซึ่งชาวอียิปต์โบราณมีความสามารถในการสร้างรูปปั้น โบราณสถานที่ดูได้จาก พีระมิด หรือรูปปั้นสฟริ๊ง ที่ยังคงตั้งอยู่จวบจนทุกวันนี้ แม้ว่ามันจะถูกกัดกร่อนจากลม แดด ฝนมานานนับพันปี

มีความเชื่อว่าภายใน พีระมิด นั้นเป็นที่เก็บสมบัติและสุสานของฟาโรห์ในอดีต ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมีการพูดถึงกับดักโบราณ เพื่อไม่ให้ผู้ใดนำสมบัติออกจากพีระมิด ชาวอียิปต์โบราณมีความสามารถในการทำกับดักขึ้นมาซึ่งล้วนแล้วสามารถทำให้ถึงตาย หรือ กระทั่งคำสาปแช่งขององค์ฟาโรห์ อาถรรพณ์ของมัมมี่

กับดักของชาวอียิปต์นั้นส่วนมากแล้วจะเป็นคำสาปแช่ง เช่น ผู้ใดเปิดโลงศพของฟาโรห์โดยไม่อ่านคำจารึก จะถึงแก่ความตาย หรือการวางกับดักพวกธนู หรือ กรดเกลือ ที่ทำให้ผู้โดนจะมีผิวหนังผุพอง ปวดแสบ ปวดร้อน และตายในที่สุด

ความน่ากลัวของอียิปต์อีกอย่างนั้นคือ การทำมัมมี่ทั้งเป็น ซึ่งผู้ที่มีความผิดมหันต์จะถูกตัดสินลงทันโดยการทำมัมมี่ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยการลงทันคือ ตัดลิ้น ก่อนใช้ผ้าพันห่อตัวแล้วใส่ไว้ในโลงเพื่อให้ขาดใจตายในที่สุด บ้างก็ถูกสาปแช่งไม่ให้ผุดเกิด

ภายในพีระมิดที่มีความซับซ้อน นอกจากความลึกลับของฟาโรห์ พีระมิด ก็มีความลึกลับไม่แพ้กัน ภายในนั้นถูกออกแบบเส้นทางที่มีความซับซ้อน และรูปภาพแกะสลักโบราณที่สวยงามเก่าแก่ อายุกว่า 4,000 ปี

 

ตำนานผีกะ ปอบแห่งเมืองเหนือ

  

   เมื่อพูดถึง ผีที่ชอบกินเครื่องในสดๆ คนมักจะนึกถึงผีปอบ ที่ชอบจับไก่ชาวบ้านควักกินเครื่องใน หากพูดถึงผีปอบ มีผีอีกประเภทหนึ่งที่ชอบกินของสดเช่นกัน อย่าง ผีกะ

ผีกะ เป็นผีตามความเชื่อทาง ภาคเหนือ ของไทย มีลักษณะดุร้าย ชอบกินของสดๆ และมักเข้าสิงคนทั้งผู้ชายและผู้หญิง ผีกะ ยามที่เป็นมนุษย์ มักชอบเล่นคุณไสย อาคม เมื่อไม่สามารถควบคุมได้ คุณไสยต่างๆจะกลับเข้าตัวผู้นั้น และกลายเป็นอสูรกาย ผีกะ มักเข้าสิงคนที่มีจิตอ่อนสามารถเข้าสิงได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ตามความเชื่อทาง ภาคเหนือ ผู้ที่เลี้ยงผีกะนั้น จะต้องเลี้ยงในหม้อดินที่ลงอาคม และมีการเซ่นไหว้ด้วยไข่ดิบ หรือ ของคาว วันละมื้อ

ผีกะ ถูกแยกออกตามประเภทต่างๆ

-ผีกะ พระ-นาง ผู้ที่เลี้ยงผีกะชนิดนี้โดยส่วนมากแล้วจะเป็นผู้ที่มีคณะการแสดงละครรำ การรำดาบ เป็นต้น โดยเชื่อว่าผู้ที่บูชาผีกะ พระ-นาง นั้น เมื่อขึ้นแสดงจะทำให้รำสวย อ่อนช้อย เป็นที่สะดุดตาของผู้ชม

– ผีกะ ตระกูล เป็นผีกะที่นิยมเลี้ยงในหมู่คนภาคเหนือ ว่ากันว่า ผู้ที่เลี้ยงผีกะชนิดนี้เพื่อให้บ้านอยู่ร่มเย็น ปลูกข้าว ปลูกพืช งดงามตลอดปี สังเกตง่ายๆ หากบ้านไหนเลี้ยงผีกะ ตระกูลแล้วพืชผล ต้นข้าวจะงอกงามแม้ว่าจะเป็นช่วงฤดูแล้ง แต่หากเลี้ยงไม่ดีผีกะจะเข้าสิงคนในครอบครัวและไล่หลอกชาวบ้าน และจะทำให้บ้านนั้นถูกประจานและอับอาย

– ผีกะ อาคม คือผู้ที่ชอบเล่นอาคม คุณไสย ซึ่งส่วนมากผู้ที่เล่นอาคมจะต้องมีการทำพิธีขึ้นครูจากผู้ที่สอนอาคมก่อน ซึ่งหากผู้ใดนำวิชาไปใช้ในทางที่ผิดหรือขโมยวิชานั้น จะถูกครูบาอาจารย์สาปแช่ง และกลายเป็นผีกะในที่สุด ผีกะอาคมมักเข้าสิงชาวบ้านที่มีจิตอ่อนแอ และหากินในเวลากลางคืน

ตำนานแม่มดแห่งซาเล็ม ความโหดร้ายที่เล่าสู่รุ่นต่อรุ่น

  

   แม่มด หรือ พ่อมด เป็นผู้ที่มีเวทย์มนต์และไสยศาสตร์ มีความลึกลับและสันโดษ ตามความเชื่อของชาวตะวันตก ว่ากันว่า ผู้ที่เป็นแม่มดคือปีศาจ ชอบลักพาตัวเด็กเพื่อสังเวยชีวิตและทำให้คนบริสุทธิ์ล่มตาย ในสมัยโบราณเมื่อในหมู่บ้านใดหมู่บ้านหนึ่ง มีการเจ็บป่วยล้มตายของคน หรือมีโรคระบาดในสัตว์อย่างเป็นปริศนา ก็จะมีความเชื่อว่ามีแม่มดอาศัยอยู่ และมีการจับผู้หญิงต้องสงสัยว่าเป็นแม่มดนั้นมาประหารโดยการ เผาทั้งเป็น อีกหนึ่งคดีสะเทือนขวัญที่โด่งดังที่สุดนั้นคือ แม่มดแห่งซาเล็ม

เดือน มกราคม ปี 1692 เมืองเล็กที่ชื่อว่า ซาเล็ม รัฐเมสซาชูเซตต์ สหรัฐอเมริกา มีเหตุการณ์แปลกประหลาดเกิดขึ้นกับเด็กผู้หญิงจำนวนหนึ่ง โดยมีอาการกรีดร้องโหยหวน บ้างก็มีอาการคุ้มคลั่งด่าทอถึงพระเจ้า ในยุคนั้นไม่มีเทคโนโลยีทำให้ผู้คนมีความเชื่อว่า เด็กผู้เหล่านั้นถูกอำนาจของปีศาจเข้าสิง ต่อมาชาวบ้านต่างพากันสวดมนต์อย่างหนัก เพื่อไล่สิ่งชั่วร้าย เด็กผู้หญิงที่เกิดอาการประหลาดบอกว่ามีบางคนสั่งให้ผู้เธอทำเพื่อให้เมืองตกอยู่ในอำนาจของปีศาจ และรู้ว่าใครเป็นคนทำ

เดือน มีนาคม มีการสอบสวนเด็กผู้ต้องสงสัย 3 คน หนึ่งในนั้นเป็นเด็กหญิงอายุเพียง 9 ขวบ ผู้ปกครองของเด็กๆ ต่างไม่สบายใจและอยากจะรู้ว่าอะไรที่ทำให้เกิดอาการแบบนี้ขึ้นกับลูกหลานของตน หมอประจำหมู่บ้าน คือวิลเลี่ยมกริสก์ใช้เวลานานในการรักษา วิเคราะห์อาการของเด็กๆแต่ผลที่ออกมานั้นไม่เป็นที่พอใจนัก เพราะไม่รู้ต้นสายปลายเหตุของอาการและพฤติกรรมที่น่าขนลุกนี้ได้เลย

เมื่อหาสาเหตุของอาการประหลาดไม่ได้ ในเดือนมิถุนายน ปีเดียวกัน ได้มีการประหารผู้หญิงและเด็กที่เชื่อว่าเป็นแม่มด โดยการแขวนคอ การประหารดำเนินไปจนถึงฤดูใบไม้ร่วงและข่าวที่แพร่ออกไปในวงกว้าง จนในที่สุดการประหารก็สิ้นสุดลง มีจำนวนผู้ถูกประหารทั้งหมด 19 ราย

จนปัจจุบัน ยังไม่มีทฤษฎีใดมายืนยันได้ว่า อาการของเด็กผู้หญิงเหล่านั้นเกิดจากสาเหตุใด นับว่าเป็นคดีสะเทือนขวัญที่โด่งดังที่สุดในอเมริกาที่ยังไม่มีคำตอบ